วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

การนอนเพื่อเพิ่มความสวย



ใครๆ ก็อยากที่จะมีผิวสวย สุขภาพดี และหน้าเด็กไปตลอดกาล แต่คุณทราบไหมค่ะ วิธีง่ายๆ ก็ช่วยให้คุณมีผิวสวยๆ สุขภาพดีได้ แถมยังสามารถทำได้ไปตลอดอีกด้วยน่ะค่ะ 
 
เคล็ดลับความอ่อนเยาว์ และสวยไปตลอดกาล ที่คุณเองก็สามารถทำได้ หากคุณต้องเผชิญปัญหากับเรื่องของมลภาวะ แล้วทำให้ผิวของคุณดูหมองคล้ำ ไม่สดใส คุณเองก็อาจจะไม่มั่นใจเวลาเจอผู้คน เชื่อไหมค่ะว่า วิธีที่จะช่วยให้คุณมีผิวพรรณที่ดี มีใบหน้าที่ดูเด็กกว่าวัย ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก หรือต้องเสียเงินมากมายเลยค่ะ เพียงแค่คุณทำตามที่เราบอก คุณก็มีผิวสวยได้
 

1.ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ น้ำเปล่านอกจากจะทำให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าแล้ว ยังช่วยให้กระบวนการขับของเสียของร่างกายทำงานได้ง่าย ไม่ทำให้อ้วน สร้างความชุ่มชื้นให้ผิว ช่วยในการทำงานของสมอง การปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ แม้เพียงเล็กน้อยเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงการเป็นนิ่วในไต มะเร็งในลำไส้ใหญ่และในทางเดินปัสสาวะ 

2.เสียเหงื่อบ้าง มีการวิจัยบอกว่า การออกกำลังกายให้อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นจนเหงื่อออก จะช่วยเสริมสร้างความอ่อนเยาว์ได้วิเศษที่สุด ถ้าคุณออกกำลังกายจนหัวใจเต้นในอัตรา 80 เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นสูงสุดของวัย (คำนวณโดยใช้ 220ตั้ง ลบด้วยอายุ) จะทำให้เส้นเลือดของคุณมีความยืดหยุน เพราะได้ขยายตัวอยู่บ่อย ๆ ช่วยลดความดันโลหิตในที่สุด 

3.นวดผ่อนคลาย ความเครียดเป็นหนึ่งในตัวการทำลายสุขภาพและความอ่อนเยาว์ที่สำคัญที่สุด การนวดแบบธรรมดาๆ ก็ลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลที่ก่อความเครียดได้แล้ว และการนวดยังช่วยกระตุ้นสารแก้ปวดตามธรรมชาติที่เรียกว่าโอปิออยด์สในสมองด้วย และยังเร่งการไหลเวียนและฮอร์โมนอ็อกซิโทซินที่กระตุ้นความรู้สึกสงบและพึงพอใจด้วย 

4.ลดน้ำตาล รู้ไหมว่าเมื่อกลูโคสเข้าสู่กระแสเลือด โปรตีนตัวที่มันมุ่งหน้าไปหาก่อนอย่างอื่น (และจะทำลายมากที่สุด) ก็คือ คอลลาเจน และอิลาสติน ซึ่งเข้าใจกันว่ามีส่วนช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวหนัง ลองกินผลไม้แทนของหวานจะดีกว่าเพราะให้ทั้งความหวาน ใยอาหาร และดีต่อสุขภาพด้วย 

5.กินผักให้มากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า เราดูดซึมแคลเซียมจากนมได้เพียงราว 32 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเป็นแคลเซียม จากผักใบเขียว ลองกินผักชนิดที่มีใบสีเขียวเข้มให้ได้สัปดาห์ละ มื้อ โดยเฉพาะพวกบร็อคโคลี่ คะน้า หรือผักบุ้ง เพราะผักเป็นทั้งแหล่งแคลเซียมชั้นดี ให้ใยอาหาร ต่อต้านมะเร็ง และอุดมด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย 

6.งดแอลกอฮอล์และหยุดสูบบุหรี่ ทั้งสองสิ่งนี้นอกจากจะมีอันตรายกับอวัยวะของร่างกายแล้ว ยังทำลายสารต้านอนุมูลอิสระของร่างกายด้วย ส่งผลให้สาวดื่มหนักและสาวนักสูบแลดูมีอายุกว่าวัย แถมยังทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำจนขาดความชุ่มชื้น ผิวพรรณแห้งกร้าน ไม่สดใสเปล่งปลั่ง 

7.อย่านำผลไม้ไปแช่เย็น เก็บผลไม้ไว้ในอุณหภูมิห้องจะช่วยเพิ่มสารต่าง ๆ ที่เสริมสุขภาพทำงาน ผลไม้สีแดง อย่างมะเขือเทศ แตงโม ฝรั่งแดง ที่เก็บในอุณหภูมิห้องจะมีเบต้าแคโรทีน (ซึ่งร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ) มากกว่าผลไม้แช่เย็นถึงสองเท่า อุณหภูมิปกติยังเพิ่มไลโปซีน (สารต้านอนุมูลอิสระที่ดีอีกตัว) ในผลไม้ได้ถึง 20 เท่า 

8.ลองมองแบบคิดบวกดูบ้าง คนที่มองโลกในแง่ดีมีอายุเฉลี่ยยืนยาวกว่าคนมองโลกในแง่ร้าย ลดอัตราการตายก่อนวัยอันควรจากสาเหตุอื่น ๆ ได้ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็อย่าลืมหัวเราะในทุก ๆ วัน การหัวเราะเป็นเหมือนยาคลายเครียด มันช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน 

9.นอนหลับเพื่อความงาม การหลับไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายยิ่มเสื่อมโทรม เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสฟื้นฟูและซ่อมแซมตัวเอง ลองเข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา ก่อนนอนก็ควรทำกิจกรรมที่ช่วยให้ผ่อนคลาย
ข่าวสารและบทความดีๆจาก : FAMILY

ฟักข้าวอาหารต้านมะเร็ง


รศ.ดร.สุธาทิพ ภมรประวัติ  
กลุ่มวิชาเภสัชโภชนศาสตร์  โครงการบัณฑิตศึกษา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ฟักข้าวอาหารต้านมะเร็ง

ฟักข้าว Momordica cochinchinnensis (Lour.) Spreng. 
อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระคือวงศ์  Cucurbitaceae
ชื่อเรียกอื่นคือ ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก็ก (Gac  เวียดนาม) Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochin-chin Gourd
ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซียและฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้านเรือน
ฟักข้าว เป็นไม้เถาเลื้อยพัน  มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงแบบสลับ ใบรูปหัวใจหรือรูปไข่ กว้างยาวเท่ากันประมาณ ๖-๑๕ เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ๓-๕ แฉก
ดอกเป็นดอกเดี่ยวพบที่ซอกใบ ต้นแยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ใบประดับมีขน
ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้อง ถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก

ฟักข้าวเริ่มมีดอกหลังแยกรากปลูกประมาณ ๒ เดือน เริ่มผลิดอกราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจน  ถึงราวเดือนสิงหาคม  ผลสุกใช้เวลาประมาณ ๒๐ วัน และใน ๑ ฤดูกาลจะเก็บเกี่ยวผลฟักข้าวได้ ๓๐-๖๐ ผล  โดยเก็บผลสุกได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผลของฟักข้าวมี ๒ ชนิด ผลยาวมีขนาดยาว ๖-๑๐ เซนติเมตร ส่วนผลกลมยาว ๔-๖ เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ ๐.๕-๒ กิโลกรัม

ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร แต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงนิยมใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น

ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้ม ภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา ฟักข้าว ๑ ผลจะได้เยื่อสีแดงราว ๒๐๐ กรัม 
ประโยชน์ทางโภชนาการ
ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีเขียวเป็นอาหาร รสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือ ต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำ มาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค

ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามถือว่าสีขาวเป็น   สีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมงคลต่องานเทศกาลต่างๆ ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อม เมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วยจึงว่าเป็นของแท้  ถึงกับมีการหุงข้าวใส่สีผสมอาหารสีแดงเลียนแบบการใช้ฟักข้าวนอกฤดูกาลก็มี เชื่อว่าบำรุงสายตา
เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณบีตาแคโรทีนมาก กว่าแครอต ๑๐ เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ ๑๒ เท่า  และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ ๑๐ ของมวล การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรดไขมันดังกล่าว

ความเชื่อที่ว่าฟักข้าวบำรุงสายตานั้นถูกต้อง แต่ต้องกินส่วนที่มาจากเยื่อเมล็ดไม่ใช่ส่วนอื่น  เมื่อใช้เยื่อฟักข้าวเสริมอาหารให้กับเด็กก่อนวัยเรียนในงานวิจัยในประเทศเวียดนาม พบว่าเด็กในกลุ่มมีปริมาณบีตาแคโรทีนและไลโคพีนในพลาสมาสูงขึ้น และกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นของเฮโมโกลบินต่ำมีความเข้มข้น เพิ่มขึ้นด้วย จึงแนะนำให้ผู้มีเลือดจางกินข้าวหุงเยื่อเมล็ดฟักข้าวสุกด้วย ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้ผลิตเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ
 
ไลโคพีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์  พบได้ในผักและผลไม้บางชนิด ทำหน้าที่เป็นรงควัตถุรวบรวมแสงให้แก่พืช และป้องกันพืชผักจากออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (อนุมูลอิสระ) และแสงที่จ้าเกินไป  การกินไลโคพีนที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้รับการพิสูจน์จากวงการแพทย์ว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร  เนื่องจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีไลโคพีน มากกว่าผลไม้อื่นๆ ทุกชนิด  จึงถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งจากฤทธิ์ของไลโคพีน

ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรคประเทศจีน
ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า ๑,๒๐๐ ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่างๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่างๆ การกินฟักข้าวเป็นยานั้น ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง  ส่วนการใช้ภายนอก ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้งผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจากเมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง  เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง นอกจากนี้ เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ
ประเทศเวียดนาม
การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลัยฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
ประเทศไทย
มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว  พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี-เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว งานวิจัยอื่นของไทยและต่างประเทศพบว่า เมล็ดแก่ของฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลชิน-เอส  และโคลชินิน-บี  มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใช้พัฒนา เภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า
ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย
ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก ประเพณีล้านนาของไทยใช้   ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง ยาสระผมŽ ประกอบด้วย ฝักส้มป่อยจี่ ผลมะกรูดเผา ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุก รากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบ ทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สัก    ระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ
ประเทศญี่ปุ่น
ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ในหนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย
ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกให้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อใจ ปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

บทความดีๆจาก http://www.doctor.or.th/article/detail/1060

อาการ 32 มีอะไรบ้าง



อาการ 32 มีอะไรบ้าง




อาการ 32 หมายถึง ส่วนของร่างกายที่นิยมกันว่ามี 32 อย่าง  เรามักจะพูดถึงคนที่พิการหรือมีความบกพร่องทางร่างกายว่า "ไม่ครบ 32"   หลายคนจึงเกิดข้อสงสัยว่า ส่วนของร่างกายทั้ง 32 อย่าง นั้น คืออวัยวะส่วนใดบ้าง


แท้จริงแล้ว คำว่า อาการ 32 เป็นคำfที่มาจากคติในทางพระพุทธศาสนา ที่ถือว่าร่างกายของคนเราสามารถพิจารณาจำแนกออกเป็นธาตุทั้ง 4 คือ ปฐวีธาตุ (ธาตุดิน)  อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ)  เตโชธาตุ (ธาตุไฟ) และ วาโยธาตุ (ธาตุลม)  ในจำนวนธาตุทั้ง 4 นี้ มีอยู่ 2 ธาตุ ที่สามารถจับต้องได้ คือ ปฐวีธาตุ กับ อาโปธาตุ 
ปฐวีธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะแข้นแข็ง มี 19 อย่าง ได้แก่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า  กับ มันสมอง อีก 1 อย่าง รวมเป็นทั้งหมด 20 อย่าง  ส่วน อาโปธาตุ เป็นธาตุที่มีลักษณะเอิบอาบ มี 12 อย่าง ได้แก่ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร   หากเรานับรวม ปฐวีธาตุ และ อาโปธาตุ ก็จะได้ 32 อย่าง เราจึงเรียกว่า อาการ 32 ซึ่งตรงกับภาษาบาลีว่า ทวัตติงสาการ     อาการ 32 จึงมิได้หมายถึงอวัยวะ 32 ส่วน อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่หมายถึงส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของเราตามที่อธิบายไว้เบื้องต้น


การพิจารณาร่างกายแยกเป็นส่วน ๆ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า อาการ 32 นี้ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน คือ กรรมฐานที่พิจารณาธาตุเป็นอารมณ์ โดยกำหนดพิจารณากายนี้แยกเป็นส่วน ๆ ให้เห็นว่าเป็นเพียงธาตุ 4  แต่ละอย่างไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ตัวตนของเรา


คำว่า อาการ 32 นี้ เป็น 1 ในคำที่มาจากพระพุทธศาสนาหลายคำที่ใช้กันโดยทั่วไปในภาษาไทย ด้วยเหตุที่ประเทศไทยมีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาเป็นส่วนใหญ่ และนับถือติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี คำศัพท์เหล่านี้จึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย และอาจมีการกลายความหมายจากเดิมไปบ้าง
สำหรับผู้ที่มีปัญหาข้อข้องใจในการใช้ภาษาไทยติดต่อได้ที่ ราชบัณฑิตยสถาน โทร.0-2356-0466-70, http://www.royin.go.th หรือ แผนกการศึกษา เดลินิวส์ education@dailynews.co.th

บทความสุขภาพ : การดูแลตัวเองหน้าร้อน



บทความสุขภาพ วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง การดูแลตัวเองหน้า้ร้อน
กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนที่มีโรคประจำตัว ดูลแตัวเองในช่วงหน้าร้อน แนะ ขณะขับขี่ยานพาหนะ ควรสวมแว่นกันแดด กรือเสื้อคลุมป้องกันแดด หากเผชิญกับแสงแดดจัด เพื่อหลีกเลี่ยงอันตราย
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สภาพอากาศในปีนี้คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงกว่าปีที่ผ่านๆ มา ทำให้ประชาชนต้องระวังโรคที่มักเกิดขึ้นในฤดูร้อน ซึ่งโรคที่เกิดบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะเป็นโรคทางเดินอาหาร ส่วนโรคที่ประชาชนกังวลคือ โรคลมแดด หรือฮีตสโตรก
ในประเทศไทยตามปกติถือว่ามีสภาพอากาศที่ร้อนเกือบตลอดทั้งปี ทำให้คนส่วนใหญ่จะปรับร่างกายตามสภาพอากาศได้ดีกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่อยู่ในสภาพอากาศหนาวตลอดเวลา จะเสี่ยงเกิดลมแดดได้มากกว่า ดังนั้นหากต้องทำกิจกรรมกลางแดด ควรสวมเสื้อบาง สวมหมวก แว่นกันแดด จิบน้ำบ่อยๆ
นพ.พรเทพกล่าวว่า สำหรับกลุ่มคนที่ต้องระวังเมื่ออากาศร้อน คือ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคความดัน หัวใจ โรคไต เพราะอากาศร้อนจะทำให้เส้นเลือดขยายตัว เกิดความเครียด หัวใจทำงานหนัก
ซึ่งพบว่า คนไทยส่วนใหญ่เมื่ออากาศร้อนมากๆ จะมีปัญหาจากโรคประจำตัวมากกว่าลมแดด ช่วงฤดูร้อน แสงแดดจ้ามากกว่าปกติ ผู้ขับขี่ยานพาหนะ ควรสวมแว่นกันแดด และเสื้อคลุมป้องกันแสงแดด เนื่องจากแสงที่จ้าเกินไป จะทำให้เกิดภาพหลอนบนถนน เสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้


ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด http://www.thaihealth.or.th/healthcontent/news/33728

การปฐมพยาบาลผู้ป่วยเป็นลม หมดสติ จากการอบสมุนไพร


การปฐมพยาบาลผู้ป่วยเป็นลม หมดสติ จากการอบสมุนไพร

สาเหตุ
                -เกิดการสูญเสียน้ำจากการอบสมุนไพร
                -เกิดจากการแพ้กลิ่นสมุนไพร
                -พยาธิสภาพของโรคที่เป็นอยู่
                -ผู้ป่วยปรับสภาพร่างกายไม่ทัน การรับบริการที่แออัดมาก ทำให้รู้สึกอึดอัด หายใจ
ไม่สะดวก
-ภาวะเครียดหรือตั้งใจมากเกินไปขณะเข้ารับการอบสมุนไพร
อาการ
                1.เป็นลมธรรมดา อาการนำมาก่อน คือรู้สึกไม่สบายใจสั่น มึนศรีษะ ตาลาย หน้ามืด หาว
 หูอื้อต่อมาจะมีเหงื่อออกที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หน้าซีดชีพจรเต้นเร็ว
2.เป็นลมร้อน มีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน กระหายน้ำ อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติเล็กน้อยเนื่องจากเหงื่อออกมากทำให้ตัวเย็นลง รูม่านตาปกติ
3.เป็นลมจากอุปทาน จะหายใจเร็วนำมาก่อน เมื่อฟื้นจะชาตามปลายมือ ปลายเท้า มือเท้าเกร็ง บางรายอาจมีอาการคล้ายชักได้

การปฐมพยาบาล
          1.จัดให้นอนในอากาศถ่ายเทที่สะดวก
                2.จัดท่านอนให้ศีรษะต่ำกว่าตัวเล็กน้อย
                3.คลายเสื้อผ้าให้หลวม
                4.ถ้ามีเหงื่อออกมากเช็ดให้แห้ง
                5.ถ้ารู้สึกตัวดีให้ดื่มน้ำอุ่นๆถ้าคลื่นไส้ให้งดก่อน
การปฏิบัติงานเมื่อพบเจอ
          1.ให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น
                2.โทรแจ้งห้องฉุกเฉิน ภายใน  4 นาที
                3.รายงานให้ทราบตามลำดับขั้น
                4.เขียนอุบัติเหตุ อุบัติการณ์

เผยแพร่โดย : สถานีอนามัย

สร้างลูกน้อยไอคิวดีอีคิวเลิศ


"ทำไมคนฉลาดทำเรื่องโง่ๆ เป็นเรื่องที่ทำให้คนทั้งโลกตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น  คำตอบคือ สมองคนเราไม่ได้มีแค่เรื่องเดียว"
          คำเกริ่นนำจาก พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระหว่างการร่วมเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ "ไอคิวดี อีคิวเลิศ...สร้างได้" ในงานมติชนเฮลท์แคร์ ที่ศูนย์การประชุมฯ สิริกิติ์ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้
          คุณหมอพรรณพิมลกล่าวว่า จากคำตอบที่ว่าสมองของคนเราไม่ได้มีเพียงเรื่องเดียว เพราะเราสามารถทำอะไรหลายเรื่อง และหลายเรื่องที่ว่าก็คือเรื่องของอีคิว ที่ในภาษาไทยใช้แทนคำว่า "ความฉลาดทางอารมณ์" ซึ่งเป็นความสามารถในการปรับตัวเองในการจัดการกับปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และมีความสามารถที่จะทำให้ตัวเองมีความสุขกับการดำเนินชีวิต
          ส่วนไอคิวคือความสามารถทางด้านสมองในการคิดวิเคราะห์จัดการข้อมูล ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการเรียนเป็นส่วนใหญ่ ไอคิวจึงเป็นทักษะพื้นฐานสนับสนุนเรื่องการเรียนให้กับเด็กให้มีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน
          นอกจากความหมายของคำว่า "ไอคิวและ อีคิว" ที่ต้องดำเนินควบคู่กันไปแล้ว ปัจจัยเสริมในการสร้างไอคิวและอีคิวให้เด็กๆ มีไอคิวดี อีคิวเลิศ คือการเสริมสร้างสิ่งเหล่านั้นด้วยตัวพ่อแม่เอง
          คุณหมอเล่าต่อว่า ปกติคุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่จะกังวลถึงเรื่องไอคิวของลูก กลัวว่าลูกจะไอคิวต่ำ ไม่ฉลาด ไม่เก่ง แต่โดยหลักการทางการแพทย์แล้ว หมอจะไม่แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกๆ ไปตรวจไอคิวเพื่อให้รู้ค่าคะแนนไอคิวถ้าไม่จำเป็นหรือมีข้อสงสัยสำคัญ เพราะค่าปกติของ ไอคิวจริงๆ คือ 100 แต่ค่าทางวิชาการจะบวกลบ 10 ฉะนั้นไอคิว 90-100 คือปกติ ค่านี้จะได้มาจากวิธีการทางเครื่องมือมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก แต่ถ้าปกติดีก็ไม่จำเป็นต้องตรวจวัด ถ้าคุณพ่อคุณแม่ปกติลูกก็ปกติแน่นอน เพราะนานๆ ทีจะเจอว่ากระโดดสักครั้ง
          วิธีพื้นฐานอีกอย่างคือสังเกตความสามารถของเขา หากมีอะไรที่ผิดปกติจึงควรไปพบแพทย์ เด็กบางคนจะมีพัฒนาการในไอคิวและอีคิวแตกต่างกันไป จึงไม่ควรไปเร่งรีบหรือกดดันเขา ค่อยๆ เสริมสร้างไปเรื่อยๆ จะดีกว่า
          พญ.พรรณพิมลแนะนำว่า การที่เราจะสร้างปัจจัยสริมสร้างไอคิวและอีคิวเข้าไปในเด็กนั้นไม่ยากเลย เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่ใส่ใจสิ่งที่อยู่รอบๆ ข้างแล้วช่วยเสริมเข้าไปให้เขา เท่านั้นก็ทำให้ลูกเสริมไอคิวด้วยแล้ว ปัจจัยที่ว่านี้คือ
          1.ความช่างสังเกต เป็นความสามารถอันดับแรกและเป็นสิ่งสำคัญของเด็กในการเสริมปัญญาและเสริมไอคิว มีทั้งเด็กสังเกตเอง แล้วตั้งคำถาม พ่อแม่จะต้องมีเวลาและตอบคำถามให้ลูก เพราะเด็กเล็กๆ ต้องการเรียนรู้จากพ่อแม่
          หรือบางครั้งเราต้องถามชี้ชวนเพื่อให้เขาสังเกต เพราะวัยเด็กที่จะมีความช่างสังเกตมากที่สุดคือช่วง 3-4 ขวบ ถ้าเราปล่อยให้เลยช่วงนี้ไปจะน่าเสียดาย เพราะเด็กจะมีความช่างสังเกตลดลงหรือสนใจในอย่างอื่นมากขึ้น
          2.สมาธิ คือการจดจ่อในสิ่งที่ทำ ปัจจุบันมีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มากมายที่มาทำลายสมาธิของเด็กมากขึ้น ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องเสียสละในการปิดทีวี ถ้าจะเปิดก็ได้แค่นิดหน่อย ไม่ต้องเยอะมาก เพราะก่อนอายุ 3 ขวบ ไม่มีสิ่งใดเสริมความรู้ให้กับเด็กนอกจากหนังสือและเสียง หากเลี่ยงไม่ได้ควรให้ดูรายการสำหรับเด็กเพียงวันละครึ่งชั่วโมง
          3.ระบบความคิดของเด็ก ตั้งแต่ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดเชื่อมโยง คิดเป็นเหตุเป็นผล การคิดสร้างสรรค์ รวมถึงทักษะในการคิด ทั้งหมดเป็นเรื่องของไอคิว
          ระบบคิดเกิดขึ้นได้จาก 2 กิจกรรมที่สำคัญ คือ การเล่น เด็กพัฒนาระบบความคิดจากการเล่น เป็นการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นตัวต่อหรือบล็อกไม้ เพราะในเวลาที่เด็กเล็กเล่นเขาจะมีการวางแผน และจะมองเห็นสิ่งต่างๆ ลึกกว่าผู้ใหญ่ เพราะเด็กนำจินตนาการมาร่วมด้วย อุปกรณ์การเล่นที่สำคัญที่สุดคือพ่อและแม่
          อีกสิ่งหนึ่งคือ การอ่านหนังสือ จะช่วยในเรื่องภาษา การเข้าใจสถานการณ์ เพราะมีภาพให้เด็กเข้าใจ และมีวิธีคิดซึ่งเป็นกระบวนการคิดแบบวิทยาศาสตร์ เป็นการคิดแบบมีเหตุมีผล มีข้อมูลสนับสนุน ตัวเลขและการคำนวณ เป็นการวางรากฐานของสติปัญญา ฐานแบบนี้ใช้ได้กับเด็กทุกวัย เมื่อเด็กโตขึ้นอาจเปลี่ยนแปลงเป็นการเล่นแบบประดิษฐ์




          ส่วนการเสริมสร้างอีคิวให้เป็นเลิศในเด็กนั้น พญ.พรรณพิมลให้เทคนิคไว้ 5 ข้อ คือ
          1.ทำให้เด็กรู้จักตัวเอง เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของคำว่าอีคิว หรือความฉลาดทางอารมณ์ ว่าเขามีความสามารถอะไร ทำอย่างไร รับรู้อารมณ์ตัวเองว่าเป็นอย่างไร เด็กจะเรียนรู้อารมณ์ตั้งแต่อายุ 2-3 ขวบ
          2.จัดการอารมณ์ตัวเอง เมื่อเด็กๆ รู้แล้วว่าตัวเองมีอารมณ์อย่างไร โกรธ โมโห พ่อแม่ต้องช่วยหาวิธีจัดการกับอารมณ์ให้เขา โดยอาจเบี่ยงเบนความสนใจ หรือถ้าเป็นเด็กโตจะต้องคุยกันให้เข้าใจเหตุผลว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ การที่เราไม่ทำตามใจเขาเพราะอะไร
          3.ฝึกให้ลูกมีแรงจูงใจ ทำอะไรด้วยตัวเอง โดยมีเราคอยแนะนำช่วยเหลือและชื่นชม ปัจจุบันเด็กเล็กๆ จะไม่ทำอะไรด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากให้ลูกลำบาก แต่นั่นคือการทำให้ลูกไม่คิดวางแผนหรือพยายามในการทำอะไร เมื่อเติบโตขึ้นแล้วทำอะไรไม่ได้หรือทำได้ไม่ดีก็จะเกิดเป็นอารมณ์โมโหหรือหงุดหงิด
          4.ต้องรู้จักเห็นใจคนอื่น การทำให้เด็กรู้จักเห็นใจน้องหรือเพื่อนที่เล่นด้วยกัน มีน้ำใจ มีการอะลุ่มอล่วย เป็นการฝึกฝนให้เด็กมีจิตใจที่ดี ใจเย็น และควบคุมอีคิวให้คงที่ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ยอมเพื่อนหรือน้องเสียทั้งหมด ข้อนี้ควรแยกแยะให้เด็กเข้าใจด้วยว่าอันไหนควรไม่ควร เหมาะสมหรือไม่อย่างไร
          5.ทักษะทางสังคมในการอยู่ร่วมกับคนอื่น เป็นพื้นฐานของทั้งหมดในการใช้ชีวิต เมื่อต้องออกไปอยู่กับคนอื่นที่ไม่ใช่คนในครอบครัว ส่วนนี้สำคัญมาก เพราะหากคุณพ่อคุณแม่ไม่ช่วยเสริมสร้างส่วนนี้ เมื่อลูกต้องเข้าโรงเรียนหรือต้องไปเล่นกับเพื่อนที่ไม่คุ้นเคย เขาจะต่อต้านหรือเกิดอารมณ์ขึ้นมาได้ อาจกลายเป็นปัญหาไปกระทบสิ่งอื่นๆ ได้ เช่น ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเล่นกับเพื่อน ไม่มีเพื่อนเล่น เป็นต้น


อ้างอิง : http://www.hiso.or.th/hiso5/healthy/news2.php?names=02&news_id=1564

โรคไข้เลือดออก



                       เกิดจากไวรัสแดงกี่ที่มีอยู่ 4 ชนิด เป็นโรคติดต่อที่มียุงลายเป็นพาหะนำโรค ยุงลายจะได้รับเชื้อไวรัสจากผู้ป่วยที่เป็นโรคไข้เลือดออกและแพร่ไปสู่คนอื่นๆ สามารถพบผู้ป่วยได้ในทุกกลุ่มอายุ โดยจะพบมากในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี และจะระบาดได้ตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน

ยุงลาย 

                         จะออกหากินในตอนกลางวันและมักหลบซ่อนตัวในที่มืดอาศัยและวางไข่ทั่วไปในชุมชนแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายจะอยู่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่นแจกัน จานรองขาตู้กับข้าว โอ่งน้ำ ภาชนะกักเก็บน้ำในห้องน้ำ จานรองกระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า กระป๋อง กะลา เป็นต้น


รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคไข้เลือดออก

                    อาการในผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกและมีจุดแดงที่ผิวหนังได้ แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่ สองโดยเป็นเชื้อที่ต่างชนิดกันกับครั้งแรกอาจเป็นไข้เลือดออก ซึ่งมีอาการสำคัญแบ่งออกได้ 3 ระยะคือ
                1.ระยะไข้ ผู้ป่วยจะมีไข้สูงเกือบตลอดเวลา มักมีหน้าแดงเบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียนปวดท้อง และอาจมีจุดแดงตามตัวแขนขา ระยะนี้จะเป็นอยู่ราว 2-7 วัน

               2.ระยะช็อก เกิดในช่วงที่ไข่ลดลง ผู้ป่วยจะซึม มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาแต่เร็ว ปวดท้อง โดยเฉพาะบริเวรชายโครงขวา ปัสสาวะออกน้อย อาจมีเลือดออกง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด อุจาระมีสีดำ ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง อาจถึงตายได้
               3. ระยะฟื้น อาการต่างๆจะเริ่มดีขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกอยากรับประทานอาหาร ปัสสาวะออกมากขึ้น บางรายอาจมีจุดแดงเล็กๆ ตามลำตัวแขนขา

 เมื่อเป็นไข้เลือดออกจะทำอย่างไร

                          เนื่องจากยังไม่มียาเฉพาะที่สามารถต้านเชื้อไวรัสไข้เลือดออก การรักษาตามอาการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าผู้ป่วยมีไข้สูง ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้ หากจำเป็นต้องใช้ยาลดไข้ควรใช้ยาพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาแอสไพริน เพราะจะทำให้เลือดออกง่าย หากมีอาการอ่อนเพลียให้ดื่มน้ำผลไม้ หรือน้ำตาลเกลือแร่บ่อยๆ ถ้าหากมีอาการแย่ลงกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น พร้อมกับมีไข้ลดลง ต้องรีบน้ำส่งโรงพยาบาลทันที

 การป้องกันโรคไข้เลือดออก

1.ต้องระวังอย่าให้ยุงกัดในเวลากลางวันซึ่งป้องกันได้ด้วยการนอนในมุ้งหรือในห้องที่มีมุ้งลวด 
2.ช่วยกันกำจัดลูกน้ำและลดแหล่งเพราะกันยุงลาย โดย 
         2.1 ปิดฝาภาชนะให้มิดชิด
         2.2 หมั่นตรวจดูแจกันและเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกสัปดาห์
         2.3 ใส่ปลากินลูกน้ำ เช่น ปลาหางนกยุง ปลากระดี่ ปลาบู่ ปลาหมอ ในภาชนะเก็บน้ำที่ปิดฝาไม่ได้
         2.4 เก็บคว่ำหรือทำลายภาชนะที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้มีน้ำขัง 
         2.5 ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชู หรือผงซักฟอกลงในน้ำหล่อจานรองขาตู้กับข้าวเพื่อป้องกันไม่ให้ยุงวางไข่

บทความสุขภาพ : 10 เมนูอันตรายเสี่ยงท้องร่วงช่วงหน้าร้อน


บทความสุขภาพ : 10 เมนูอันตรายเสี่ยงท้องร่วงช่วงหน้าร้อน
บทความสุขภาพวันนี้ ขอนำเสนอเกี่ยวกับ บทความสุขภาพ : 10 เมนูอันตรายเสี่ยงท้องร่วงช่วงหน้าร้อน 



เผย 10 เมนูอันตรายเสี่ยงโรคท้องร่วง กรมควบคุมโรคแนะหลีกเลี่ยงช่วงหน้าร้อน โดยเฉพาะ 12จังหวัดที่ ปภ.ประกาศเป็นพื้นที่ภัยแล้ง หวั่นเกิดระบาดโรคทางเดินอาหารและน้ำ หลังพบสถิติต้นปีมีผู้ป่วยท้องร่วงแล้วเกือบ 2 แสนราย วอนหน่วยงาน ร้านอาหาร และประชาชน ร่วมป้องกัน
นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศพื้นที่ภัยแล้ง 12 จังหวัด รวม 94 อำเภอ ได้แก่ กาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ มุกดาหาร หนองคาย หนองบัวลำภู มหาสารคาม ยโสธร อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด และนครพนม ซึ่งจากสภาพความแห้งแล้งทำให้ขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับอุปโภคบริโภค ประกอบกับช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงการระบาดของโรคทางเดินอาหารและน้ำ ได้แก่ อหิวาตกโรค โรคอุจจาระร่วง อาหารเป็นพิษ เป็นต้น จึงยิ่งเสี่ยงต่อการระบาดสูงขึ้น ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังโรคอุจจาระร่วง ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 10 มี.ค. 2556 พบผู้ป่วย 191,515 ราย จาก 77 จังหวัด เสียชีวิต 1 ราย พบผู้หญิงป่วยมากกว่าผู้ชาย ในอัตราส่วน 1.28 ต่อ 1 รวมทั้งพบผู้ป่วยมากในผู้สูงอายุเกิน 65 ปี เด็กอายุ 1 ปี เนื่องจากคน 2 กลุ่มนี้มีภูมิต้านทานต่อโรคต่ำ นอกจากนี้พบผู้ป่วยโรคทางเดินอาหารและน้ำมากในกลุ่มอายุ 15-24 ปี
นพ.พรเทพกล่าวอีกว่า ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันโรค ร้านอาหาร และร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหารและน้ำ เพิ่มความระมัดระวังความสะอาดของอาหารและน้ำ โดยเริ่มตั้งแต่ความสะอาดของอาหาร ภาชนะใส่อาหาร การเก็บอาหารต้องไม่ใส่ของสุกของดิบปนกัน โดยเฉพาะน้ำแข็งไม่ให้แช่เนื้อสัตว์ ผัก ในน้ำแข็งที่จะนำมารับประทาน ผู้ปรุงอาหารต้องล้างมือ ก่อนปรุงอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำ ส่วนผู้บริโภคอาหารต้องยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ กล่าวคือ ควรรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ถ้ารับประทานอาหารร่วมกัน ควรมีช้อนกลางตักอาหาร และล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าส้วมด้วยสบู่
นพ.พรเทพกล่าวด้วยว่า ส่วน 10 เมนูฮิตที่มักทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง ได้แก่ 1. ลาบ/ก้อย เช่น ลาบหมู ก้อยปลาดิบ 2. ยำกุ้งเต้น 3. ยำหอยแครง 4. ข้าวผัดโรยเนื้อปู โดยเฉพาะกรณีทำในปริมาณมาก เช่น อาหารกล่องแจกนักเรียน หรือคณะท่องเที่ยว 5. อาหาร/ขนม ที่ราดด้วยกะทิ 6. ขนมจีน 7. ข้าวมันไก่ 8. ส้มตำ 9. สลัดผัก และ 10. น้ำแข็ง เมนูเหล่านี้ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะจะบูดง่าย สำหรับเมนูอื่นๆ ควรหลีกเลี่ยงไม่รับประทานอาหารค้างมื้อและเลี่ยงอาหารปรุงสุกๆ ดิบๆ โดยเฉพาะน้ำแข็ง ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออย่างระมัดระวัง ในน้ำแข็งหลอดที่บรรจุถุง ควรสังเกตรายละเอียดบนฉลากให้ครบถ้วน เช่น เครื่องหมาย อย. วันเดือนปีผลิตหรือวันหมดอายุ ชื่อผลิตภัณฑ์ ชื่อและที่ตั้งของผู้ผลิต และข้อความว่า “น้ำแข็งใช้รับประทานได้” ด้วยตัวอักษรสีน้ำเงิน ส่วนน้ำแข็งหลอดที่ตักแบ่งขายหรือเสิร์ฟตามร้านอาหาร จะเป็นน้ำแข็งที่จำหน่ายโดยไม่ต้องมีฉลาก ดังนั้น ผู้บริโภคควรสังเกตน้ำแข็ง สถานที่เก็บรักษา ภาชนะที่บรรจุต้องสะอาดไม่มีการปนเปื้อน นอกจากนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัดและผู้เกี่ยวข้องควรตรวจสอบ ตรวจทานกับผู้ผลิตโรงงานน้ำแข็ง ให้มีมาตรฐานในการดำเนินการผลิตน้ำแข็ง ถ้าผลิตไม่ถูกต้องมีการปนเปื้อน เชื้อโรคจะสามารถแพร่กระจายโรคไปสู่ประชาชนได้อย่างกว้างขวาง
“หากมีผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงไม่ควรให้ยาระงับการถ่ายอุจจาระ โดยส่วนใหญ่อุจจาระร่วงจะหายเองได้ภายใน 2-3 และรับประทานอาหารเหลวให้มากกว่าปกติ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ เช่น น้ำข้าว โจ๊ก น้ำแกงจืด สารละลายน้ำตาลเกลือแร่โออาร์เอส โดยให้รับประทานมากเท่าที่ต้องการ หรือรับประทานทุกครั้งที่ถ่ายเหลว ถ้าเป็นเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ให้ทานโออาร์เอส ครั้งละ ¼ แก้ว-ครึ่งแก้ว และเพื่อป้องกันการขาดอาหารในเด็กให้เริ่มอาหารหลังรับประทานโออาร์เอสไปแล้ว 4 ชั่วโมง ถ้าเด็กยังทานนมแม่ต้องให้ดูดนมบ่อยขึ้นหากไม่ได้ทานนมแม่ให้ป้อนกล้วยน้ำว้าสุกหรือน้ำมะพร้าว เพื่อเพิ่มธาตุโปแตสเซียม พยายามให้กินอาหารเหลวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้และถ้ารักษาเบื้องต้นแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น เช่น อาเจียน ถ่ายบ่อยทุก 2 ชั่วโมง อ่อนเพลีย มีไข้ กินอาหารไม่ได้ ตาลึกโหล รีบนำส่งแพทย์” อธิบดี คร.กล่าว


ที่มา : หนังสือพิมพ์ASTV ผู้จัดการ

บทความสุขภาพ : ข้อห้ามวันสงกรานต์ ปี 56


เรียกว่าเป็นกระแสฮือฮามากหลังในโลกออนไลน์ต่างแชร์ ข้อห้ามวันสงกรานต์ ปี 56  เพื่อลดอุบัติเหตุและอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ ลองมาดู ข้อห้ามสงกรานต์ 2556  มีรายละเอียดอะไรบ้าง 

1. ห้ามซื้อ และขายสินค้าบนไหล่ทาง หากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ
2. ห้ามเปิดเครื่องเสียง หากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ
3. ห้ามให้รถกระบะบรรทุกถังน้ำสาดตามท้องถนน หากฝ่าฝืน มีความผิดฐานสร้างความเดือดร้อน แต่หากมีการฝ่าฝืนข้อห้าม และส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุ ผู้ฝ่าฝืน มีความผิดดังต่อไปนี้
 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ : ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดฐานประมาทจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ
 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ จนมีผู้เสียชีวิต : ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดฐานประมาทจนทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุ จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และมีผู้เสียชีวิตด้วย : ผู้ฝ่าฝืน มีความผิดฐานประมาทจนทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ และถึงแก่ความตาย
4. ห้ามนั่งหรือยืนบนหลังกระบะเพื่อเล่นน้ำสงกรานต์
5. ห้ามเล่นปืนฉีดน้ำแรงดันสูง หากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
6. ห้ามนำน้ำแข็งปาใส่กัน หากผู้ใดฝ่าฝืน ถูกจับทันที
7. ห้ามทำลามกอนาจารหญิงสาว หากผู้ใดฝ่าฝืน ถูกจับทันที โดยมีความผิดฐานกระทำการอนาจาร ต่อเด็กหญิง หรือสตรี
8. ห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่เล่นน้ำสาธารณะ หากเป็นการขายให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี หรือขายให้ผู้ที่เมาอยู่แล้ว มีโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี
9. ห้ามดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถ โดยในกรณีนี้ ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร ที่ดื่มแอลกอฮอล์ จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
10. ห้ามเล่นแป้ง หากพบ จะมีการตักเตือน แต่สำหรับผู้จำหน่ายแป้ง มีโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
11. ห้ามเมาแล้วขับรถ หากผู้ใดฝ่าฝืน มีโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของผู้นั้นมีกําหนดไม่น้อยกว่าหกเดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
ทั้งนี้ หลังจากที่กฏข้อห้ามได้มีการเผยแพร่ออกไป หลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ไปนานาจิตตัง บทความสุขภาพ

ที่มาของภาพ : http://www.jaunted.com/files/3873/panda.jpg

           "ดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ" เป็นประโยคที่ได้ยินกันอยู่เป็นประจำ การที่เราจะมองใครคนหนึ่งว่าสวย หรือไม่ ตาก็เป็นจุดสำคัญจุดหนึ่ง ถ้าใครมีดวงตาที่ผ่องใส ผิวหนังรอบตาไม่มีมลทิน ก็จะทำให้หน้าดูสวยไปแล้วครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าใครมีปัญหาขอบตาคล้ำ ก็จะทำให้ใบหน้าดูหมอง ไม่สดใส ความสวยงามก็ลดลงไปแล้ว
           ดังนั้น การรักษาผิวรอบดวงตาที่หมองคล้ำทำให้กลับมาสดใสจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ปัญหาใต้ตาคล้ำ เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ ในคนไทย ก่อนจะมาถึงการรักษา เราควรทราบถึงสาเหตุเสียก่อน เพื่อให้การรักษาได้ผลดีขึ้น และเป็นการป้องกันไม่ให้รอยดำเป็นมากขึ้น
ทำไมขอบตาถึงดำ ??  
ขอบตาดำ มีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ บางคนมีสาเหตุจากหลายๆ สาเหตุ
     1. กรรมพันธุ์ ถ้าคนไทยมีขอบตาดำ แล้วลองหันไปมองญาติพี่น้อง พ่อแม่ของคุณดูว่าเป็นแบบเดียวกับที่คุณเป็นหรือไม่
         ถ้าเป็นละก็ การรักษา และป้องกันอาจจะยาก
     2. ภูมิแพ้ คนที่เป็นภูมิแพ้ จะพบว่าเส้นเลือดดำที่อยู่รอบตาจะขยายใหญ่มากกว่าคนทั่วไป และเส้นเลือดดำเหล่านี้นี่เองที่เป็นสาเหตุ
         ให้ขอบตาของคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ดูคล้ำกว่าคนทั่วไป
     3. การระคายเคืองแถวๆ รอบตา เช่น การขยี้ตาบ่อยๆ เพราะการขยี้ตาจะเป็นการกระตุ้นเซลล์ให้สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นในบริเวณนั้น
     4. แพ้ครีมทารอบดวงตา บางคนอาจแพ้สารบางอย่างในครีม ซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่า ใครจะแพ้สารตัวใด ใครบ้างที่จะเป็น ถ้ารู้ว่า
         แพ้คงต้องหยุดการทาครีมดังกล่าว ถ้าไม่ทราบอาจต้องพึ่งการทดสอบว่าแพ้สารที่ต้องสงสัยหรือไม่
     5. การอดนอน สาเหตุนี้ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยในสภาพสังคมปัจจุบัน ใครที่รู้ตัวว่าอดนอนบ่อยๆ หรือนอนดึก ก็ขอให้นอนเร็วขึ้น
         เพื่อที่ขอบตาจะได้ดูสดใสกว่าเดิม
     6. เป็นปานโอตะ ปานโอตะคือ เซลล์เม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังแท้ พบในบางคนที่มีความผิดปกติที่เซลล์สร้างเม็ดสีอยู่ผิดที่ ซึ่งมักพบ
         บริเวณรอบๆ ตา โดยมากมักจะเป็นข้างเดียว แต่มีบางคนอาจเป็นได้ทั้ง 2 ข้าง ทำให้ขอบตาดูเขียวคล้ำ

 
               ในชีวิตประจำวันของคนเรานั้น มีหลายๆ สิ่งที่คนเรามักจะมองข้ามไป เช่น อาหารเช้า โดยปกติ คนเราจะรับประทานอาหารวันละ 3 มื้อ แต่บางคนจะรับประทานอาหารเพียงวันละ 2 มื้อ หรือมากกว่านี้
               ในกรณีที่รับประทานอาหารเพียง 2 มื้อ มักจะงดอาหารมื้อเช้า ด้วยเหตุผลนานับประการ เช่น ต้องตื่นเช้าไปเรียน ไม่มีเวลาจะกินมื้อเช้า หรือบางคนงดอาหารเช้า เพราะต้องการลดน้ำหนัก เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะกระเพาะอาหารของคนเรามีขนาดความจุที่จำกัดสำหรับอาหารแต่ละครั้ง โดยเฉพาะ ในเด็กวับเรียน ซึ่งมีขนาดของกระเพาะอาหารเล็กกว่าผู้ใหญ่ ในขณะที่ความต้องการพลังงาน และสารอาหารต่อหน่วยน้ำหนักมากกว่าผู้ใหญ่ เพราะเป็นวัยที่ยังมีการเจริญเติบโต จึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารอย่างน้อย 3 มื้อ

               โดยปกติ คนเราจะพักผ่อนด้วยการนอนหลับ วันละประมาณ 8-12 ชั่วโมง ในช่วงเวลานั้นการใช้สารอาหารต่างๆ ยังคงดำเนินไปตลอดเวลา ปริมาณสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะระดับนั้นตาลในเลือดจะลดลง ดังนั้น หลังจากการนอนหลับพักผ่อน จึงจำเป็นต้องรับประทานอาหารเพื่อเพิ่มระดับสารอาหารในร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำกิจกรรมต่อไป 
               การบริโภคอาหารมื้อเช้าถือว่าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุด เมื่อตื่นนอนในตอนเช้า เราไม่ได้รับประทานอาหารนับจากมื้อเย็นประมาณสิบชั่วโมง หรือมากกว่า ระดับน้ำตาลในเลือดจะต่ำ เราจะรู้สึกหิว เพราะร่างกายต้องการพลังงานเพิ่ม สมองจะกระตุ้นศูนย์ควบคุมความหิวให้เราเกิดความรู้สึกหิว ซึ่งทำให้เราหิวมาก และรับประทานอาหารในมื้อถัดมาในปริมาณมากขึ้น หากเรายังไม่รับประทานอาหารเช้าอีก ร่างกายต้องไปดึงพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตที่สะสมไว้ในตับมาใช้ แต่ไม่นานนักพลังงานส่วนนี้จะถูกใช้หมดไป สุดท้ายร่างกายอาจจะปรับสมดุลโดยการลดกลไกการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลง เพื่อสำรองไว้ใช้อย่างจำเป็น เมื่อมื้อใดเรารับประทานอาหารเข้าไปมากจะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไป และพลังงานที่เกินจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมไว้ในร่างกาย ทำให้เรามีน้ำหนักเพิ่มขึ้น
               การไม่รับประทานอาหารเช้า อาจเป็นสาเหตุของการเกิด "โรคอ้วน" ได้ เพราะช่วงเวลาระหว่างมื้อเย็น กับมื้อกลางวันนั้น จะรู้สึกหิวมาก ทำให้รับประทานอาหารเป็นประเภทจุบจิบ (เช่น อาหารประเภทขนมขบเคี้ยว ขนมหวาน และน้ำอัดลม เป็นต้น) มากขึ้น โดยอาหารเหล่านี้แฝงไปด้วย เกลือ น้ำตาล และไขมันอิ่มตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายของเรา ทำให้อ้วนมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่นๆ ตามมาหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคข้อ และกระดูกอักเสบ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการเจ็บป่วย และการตายในผู้ใหญ่

เป็นโรคนี้...คิดให้ดีก่อนท้อง



การตั้งครรภ์และการคลอดเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายต่อชีวิต ไม่ว่าคุณแม่จะมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงมากน้อยเพียงใดก็ตาม เมื่อมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นก็เสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้ทั้งนั้น อันตรายบางอย่างมีผลแค่ที่ตัวคุณแม่ บางอย่างก็เป็นอันตรายเฉพาะลูก ในขณะที่อันตรายบางอย่างเกิดขึ้นได้ ทั้งต่อตัวคุณแม่และลูกพร้อมๆ กัน

ขนาดคุณแม่ที่มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงดียังมีอันตรายจากการตั้งครรภ์และการคลอดได้แล้ว ถ้าหากยิ่งคุณแม่มีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวด้วยแล้วจะเป็นอย่างไร คำตอบ บอกได้เลยว่าส่วนมากมีปัญหาและอันตรายมากขึ้นเกือบทั้งนั้น

ดังนั้นถ้าคุณแม่ที่มีโรคประจำตัวหรือไม่แน่ใจว่าตัวเองมีโรคภัยไข้เจ็บอะไรอยู่หรือไม่ ถ้าคิดจะตั้งครรภ์ ผมว่าลองตรวจเช็กสุขภาพและปรึกษาคุณหมอที่ดูแลก่อนดีไหมครับ ว่าสมควรจะตั้งครรภ์ได้หรือยัง และถ้าตั้งครรภ์ได้ต้องเตรียมตัวหรือระมัดระวังอะไรบ้าง

จะกล่าวถึงโรคที่สำคัญและพบได้บ่อย ๆ ที่ก่อปัญหาได้ในขณะตั้งครรภ์ เพื่อเป็นแนวคิดกว้าง ๆ สำหรับคุณแม่ที่เป็นโรคเหล่านี้แล้ว คิดจะตั้งครรภ์ ส่วนรายละเอียดกรุณาสอบถามคุณหมอที่ดูแลคุณแม่ เพราะปัญหาของคุณแม่แต่ละคน ถึงจะเป็นโรคเดียวกันก็มีมากน้อยไม่เท่ากัน

โรคหัวใจ 


คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดหรือเป็นโรคหัวใจที่มาเกิด ขึ้นภายหลังล้วนแล้วแต่เสี่ยงอันตรายทั้งนั้น เพียงแต่ว่าความเสี่ยงอาจจะไม่เท่ากัน คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่มีลิ้นหัวใจรั่ว ต้องเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด หรือคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่มีความดันโลหิตในหลอดเลือดของปอดสูงด้วย กรณีเหล่านี้ถ้าปล่อยให้มีการตั้งครรภ์ต่อไป คุณแม่อาจจะเสียชีวิตจากหัวใจล้มเหลวได้ เมื่อมีการตั้งครรภ์ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มขึ้น หัวใจต้องทำงานบีบเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากขึ้น แต่สภาพของหัวใจที่ไม่ดีพอจะทำงานไม่ได้ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวจนเสียชีวิตได้

คุณแม่ที่ต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด เช่น คุณแม่ที่มีการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ ปัญหาที่ต้องระวังเพิ่มเติมก็คือยาที่รับประทาน อาจผ่านรกไปทำให้ทารกในครรภ์พิการได้

ถ้าคุณหมอตรวจพบคุณแม่ที่มีโรคหัวใจที่รุนแรงตั้งแต่ตั้งครรภ์ใหม่ๆ จะแนะนำให้คุณแม่ทำแท้ง เพราะเกรงว่าถ้าปล่อยให้ตั้งครรภ์ไปเรื่อยๆ หัวใจของคุณแม่จะทำงานไม่ไหวจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

สำหรับคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจที่ไม่ค่อยรุนแรง เช่น มีผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจรั่วถึงกัน ถ้ารูรั่วไม่กว้างมาก คุณแม่ไม่มีอาการเหนื่อยมาก คุณหมอก็อาจจะยอมให้ตั้งครรภ์ต่อไป แต่ก็ต้องอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดครับ

อ่านมาแค่นี้คุณแม่บางคนก็อยากจะหัวใจวายแล้วใช่ไหมครับ เพราะดูมันน่ากลัวจังเลย แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะเรียนคุณแม่ว่ามันน่ากลัวจริงอย่างที่รู้สึกนั่นแหละ

โรคเบาหวาน 


คุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานมาก่อนที่จะตั้งครรภ์ ควร จะได้รับการตรวจระดับน้ำตาลและให้การควบคุมระดับน้ำตาลโดยคุณหมอจนดีเสีย ก่อนจึงตั้งครรภ์ มิฉะนั้นเมื่อมีการตั้งครรภ์ทั้งๆ ที่ยังควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ดี ลูกในท้องของคุณแม่ก็อาจจะมีปัญหาได้มากมาย ตั้งแต่มีความพิการ ของอวัยวะต่างๆ คลอดก่อนกำหนดทารกมีขนาดใหญ่กว่าปกติในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคเบาหวานในระดับ ที่ไม่รุนแรงมาก หรือทารกมีการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติ ในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคเบาหวานที่รุนแรงหรือเป็นมานาน ทารกบางคนคลอดออกมาแล้วเสียชีวิตภายหลังคลอดไม่นานเพราะปอดไม่ยอมทำงาน

ส่วนตัวคุณแม่ที่เป็นโรคเบาหวานเองก็อาจจะมีปัญหาจากโรคเบาหวานได้หลายประการ เช่น มีการแท้งบุตร มีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ เกิดการช็อกจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป จนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เมื่อถึงเวลาคลอดก็เสี่ยงที่จะคลอดยากเพราะลูกตัวใหญ่ ตกเลือดหลังหลอด เป็นต้น

โรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง 


คุณแม่ที่มีโรคความดันโลหิตสูงอยู่ก่อนที่จะตั้งครรภ์ ควรที่จะได้รับการประเมินความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อน ที่อาจจะเกิดจากความดันโลหิตที่สูงและให้การดูแลรักษาโดยแพทย์ให้ดีเสียก่อน ที่จะตั้งครรภ์ คุณแม่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเรื้องรังมาก่อนที่จะตั้งครรภ์อาจมีปัญหา อื่นร่วมด้วย เช่น ไตวาย หัวใจล้มเหลว ถ้าคุณหมอตรวจ พบว่าปัญหาที่มีความรุนแรงมากอาจจะแนะนำไม่ให้ตั้งครรภ์เลยก็ได้ เพราะถ้าปล่อยให้ตั้งครรภ์มีโอกาสเสียชีวิตได้ บางรายคุมกำเนิดไม่ดีมีการตั้งครรภ์เกิดขึ้น ถ้าคุณหมอตรวจพบตั้งแต่ตั้งครรภ์อ่อนๆ ก็มักจะแนะนำให้ทำแท้ง

ในกรณีที่คุณแม่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเรื้อรัง แต่คุณหมอสามารถควบคุมความดันโลหิตได้ดี ก็อาจจะยอมให้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็ได้

อย่างไรก็ตามการ ตั้งครรภ์ของคุณแม่กลุ่มนี้ก็ต้องได้รับการดูแลโดยคุณหมออย่างใกล้ชิดเพราะ อาจมีปัญหาเกิดขึ้นหลายประการเมื่อการตั้งครรภ์ดำเนินต่อไป เช่น คุณแม่อาจเกิดการแท้ง เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษซ้ำเติมทำให้ความดันโลหิตมากยิ่งขึ้นและอาจจะรุนแรงจน เกิดการชักเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ส่วนตัวลูกในครรภ์ก็มีปัญหาได้ไม่น้อย เช่น มีการเจริญเติบโตช้าหรือตายในครรภ์ เป็นต้น

โรคไทรอยด์เป็นพิษ 


คุณแม่ที่เป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษมาตั้งแต่ก่อนจะตั้งครรภ์ เมื่อคิดจะตั้งครรภ์ต้องให้คุณหมอรักษาโรคให้อยู่ในระยะสงบเสียก่อน ซึ่งการรักษามีให้หลายวิธี เช่น การรักษาโดยการใช้ยาควบคุมการผ่าตัด หรือการกลืนแร่รังสี การจะรักษาด้วยวิธีใดคุณหมอจะพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียและเลือกวิธีที่ดีที่ สุดสำหรับคุณแม่

ถ้าคุณปล่อยให้มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในขณะที่การควบคุมโรคก็ยังทำไม่ได้ดี อาจก่อปัญหาต่อการตั้งครรภ์ของคุณแม่หลายประการ เช่น แท้ง การคลอดก่อนกำหนด ครรภ์เป็นพิษ และทารกในครรภ์มีการเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ เป็นต้น

โรคเลือดจางธาลัสซีเมีย 


โรคเลือดจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์คนที่เป็นโรคนี้จะมี เม็ดเลือดแดงที่มีคุณภาพไม่ดี กล่าวคือมีขนาดเล็ก แตกง่าย และอายุการทำงานสั้น อย่างไรก็ตาม โรคนี้มีแบ่งย่อยออกได้เป็นอีกนับร้อยชนิด แต่ละชนิดมีความรุนแรงของโรคไม่เท่ากัน บางคนเป็นโรคแต่แทบไม่มีอาการของโรคให้เห็นเลย ในขณะที่บางคนมีอาการรุนแรงมากจนตายตั้งแต่แรกเกิดหรือตั้งแต่เป็นเด็กเลย คุณแม่จำนวนไม่น้อยเลยที่ไม่มีอาการแสดงอะไร แต่เมื่อเจาะเลือดแล้วพบว่า เป็นโรคนี้ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นโรคชนิดที่ไม่ร้ายแรงหรือไม่เป็นโรคชัดเจนแต่มีลักษณะ ทางพันธุกรรมที่ผิดปกติของโรคนี้อยู่ ซึ่งทางการแพทย์จะเรียกคุณแม่กลุ่มนี้ว่าเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย เพราะไม่มีอาการของโรคแต่สามารถส่งผ่านลักษณะที่ผิดปกตินี้ไปให้ลูกในครรภ์ ได้ ถ้าสามีของคุณแม่ได้รับการตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นพาหะของโรคเหมือนกัน

ถ้าคุณแม่ตั้งครรภ์และโชคไม่ดี ลูกในครรภ์อาจได้รับลักษณะทางพันธุกรรมที่ไม่ดีมาทั้งจากคุณแม่และคุณพ่อ ลูกก็อาจจะเป็นโรคธาลัสซีเมียที่รุนแรงได้ บางคนรุนแรงมากเสียชีวิตในครรภ์ บางคนก็รุนแรงน้อยกว่าสามารถคลอดออกมา และเสียชีวิตเพียงแค่วัยเด็ก 



ข่าวสารและบทความดีๆจาก : นิตยสาร Modern Mom
เผยแพร่โดย : สถานีอนามัย